RSS

สิ่งที่ควรทราบในการเปิดร้านกาแฟ

03 เม.ย.

 

กาแฟที่มีชื่อเสียง
                  กาแฟ คอฟฟาลิกา จะเป็นกาแฟ  ที่มีชื่อเสียงของทางยุโรป กาแฟโคลัมเบียก็เป็นกาแฟ   ที่มีชื่อเสียงมากของโลก และที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ บลูเม้าเทน ก็มาจากจาไมก้าซึ่งผลิตได้น้อย แต่ก็มีชื่อเสียงมาก กาแฟฮาราก็ปลูกมากที่ประเทศเอธิโอเปีย กาแฟชวาก็ปลูกมากที่อินโดนีเซีย ส่วนกาแฟมอคค่าก็มีแหล่งปลูกที่ประเทศเยเมน
 กาแฟที่มีชื่อเสียง

กาแฟไทย
                  กาแฟถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน    ประเทศไทยผลิตกาแฟได้มากในแถบเอเชีย ซึ่งมีผลผลิตเป็นรองจากเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อเทียบกับผลผลิตของโลกทั้งหมด เราสามารถผลิตประมาณ 8 หมื่นตัน/ปี คิดเป็น 1.2-1.3% ของทั้งหมดเท่านั้น แต่ผลผลิต 90-95%   เป็นสายพันธุ์โรบัสต้า กาแฟที่ผลิตได้เราบริโภค ภายในประเทศ 30,000 – 50,000 ตัน  ที่เหลือประมาณ 50,000 – 55,000 ตัน     จะส่งออกขายไปยังประเทศ อเมริกา เกาหลี เนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น และโปแลนด์ เป็นต้น ซึ่งการส่งออก มีทั้งประเภทที่แปรรูปแล้ว   และส่งเป็นเมล็ดกาแฟ ที่มีโรงงานกาแฟยี่ห้อดัง ๆ อยู่ตามจังหวัดภาคใต้ ที่เปิดบริษัทรับซื้อเมล็ดกาแฟ แล้วนำมาคั่วบด หรือทำเป็นกาแฟสำเร็จรูปส่งจำหน่าย การปลูกกาแฟในประเทศไทย มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว

ตลาดกาแฟ
              การจำหน่ายกาแฟ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ
             1. กาแฟคั่วบด คือกาแฟสำหรับตลาดระดับบน เป็นกาแฟเมล็ดที่คั่วแล้ว และนำมาบดชงให้ลูกค้าดื่ม ในการทำธุรกิจตลาดนี้มักใช้ สายพันธ์อาราบิก้า นำมาคั่วบดซึ่งจะมีความหอมชวนดื่มมากกว่า     ธุรกิจตลาดระดับพรีเมี่ยมนั้นเกิดมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่มาในช่วง 2-3 ปีหลังนี้มีการขยายตัวชัดเจนและเร็วมากกว่า 6 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2540 ธุรกิจนี้กำลัง อยู่ในกระแสนิยมเป็นแฟชั่น   ซึ่งตลาดยังเปิดกว้าง     แต่ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจนี้จะต้องตระหนัก ก็คือจำนวนกลุ่มเป้าหมายมีน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป     ซึ่งมีเพียงร้อยละ 20     ของประชากร ซึ่งนับว่า เป็นจุดที่มีความเสี่ยงในการลงทุน  ดังนั้นก่อนที่คุณจะเปิดร้านจะต้องมีการทำการศึกาพฤติกรรมของผู้บริโภค ในบริเวณนั้นให้แน่ใจเสียก่อนว่า จะมีกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการร้านของคุณมากพอ   คุ้มค่ากับการลงทุนของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ภาวะการแข่งขัน เป็นอีกข้อหนึ่งที่คุณต้องคิดถึง เพราะถ้าหากมีร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่มีทุนสูงและมีความสามารถในการดำเนินงานที่ดีกว่า จะทำให้การแข่งและเกิดความเสี่ยงเช่นกัน   ถึงแม้ตลาดนี้ยังมีโอกาสที่กว้างอยู่ แต่การแข่งขันจะทำให้เกิดการคัดเลือกเฉพาะรายที่ดีที่สุด และมีจุเด่นของตัวเอง เท่านั้นที่จะอยู่ได้
            2. กาแฟผงสำเร็จรูป เป็นกาแฟผงที่ใช้ชงกันตามบ้าน ซึ่งมีการบริโภคกันมากที่สุด
            3. กาแฟพร้อมดื่ม คือกาแฟกระป๋อง 

 ปัจจัยที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ
             ถ้าหากร้านของคุณจะชงกาแฟได้อร่อยกว่าร้านของคนอื่น คุณจะต้องทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ ซึ่งก็มี 5 ส่วนก็คือ
–  ชนิดของกาแฟ
–  การคั่วบด
–  วิธีการชง
–  ส่วนผสมพิเศษต่าง ๆ หรือ สูตรกาแฟ
–  การเก็บรักษา

แนวทางในการทำร้านกาแฟ 
            การสรุปความคิดรวบยอดในการออกแบบร้าน  ซึ่งเป็นความต้องการหลักของเจ้าของร้าน มารวมกับหลักการและแนวทางในการออกแบบ  เพื่อสร้างบรรยากาศและรูปลักษณ์ร้านให้ดูน่าเชื่อถือ คือให้ความรู้สึกที่ดี โดยจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก ๆ ดังนี้

            กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มไหน
               1.แบ่งตามกลุ่มคน
                        กลุ่มคนวัยทำงาน เป็นกลุ่มที่บริโภคกาแฟกลุ่มใหญ่ และเป็นกลุ่มสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นคนทำงาน คนที่ชอบดื่มกาแฟรองลงไปจะเป็นนักเรียนและแม่บ้าน เป็นต้น ในบรรดากลุ่มคนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น กลุ่มคนทำงานเป็นผู้บริโภคกาแฟจำนวนมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนได้ประมาณ  80%  ของผู้บริโภคทั้งหมด สาเหตุสำคัญคือคนทำงานนิยมการชิมรสชาติ และเหนื่อยจากทำงานหนักจึงต้อ งการผ่อนคลายและหาความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ดังนั้นร้านกาแฟที่เงียบสงบสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายจืงเป็นพื้นที่ให้คนทำงานได้ระบายความรู้สึกและครุ่นคิดได้อย่างเงียบๆ อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องบางเรื่องไม่สะดวกที่จะพูดคุยในที่ทำงาน   ร้านกาแฟจืงกลายเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพูดคุยและติดต่อสื่อสาร สาเหตุต่อมาที่สำคัญที่สุดก็คือคนทำงานมีรายได้ที่แน่นอนมั่นคง  จึงมีความสามารถในการบริโภคค่อนข้างสูง แขกที่ชอบกาแฟจริงๆ และเข้าใจการลิ้มรสกาแฟและ ยินดีที่จะจ่ายเงิน เพื่อดื่มกาแฟที่อร่อยนั้น มีอยู่เพียงแค่ 1 %เท่านั้น  สำหรับกลุ่มนักเรียนนั้นมีกำลัง  ในการบริโภคต่ำแม่บ้านก็เน้นการฆ่าเวลาเป็นหลัก กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีสัดส่วนที่ยังน้อยลงไปอีกในตลาดกาเเฟ
              2.แบ่งตามอายุ
                        ผู้บริโภคหลักจะอยู่ในช่วงอายุ 25-45 ปี หากจะดูช่วงอายุของผู้บริโภคกาแฟภายในประเทศแล้ว โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี คนที่อายุ 40-60 ปีนั้น  เนื่องจากต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพ เช่นว่าถ้าดื่มกาแฟตอนกลางคืนแล้วจะนอนไม่หลับ ดังนั้นสัดส่วนการดื่มกาแฟจึงน้อยลงมาก สรุปแล้วผู้บริโภคกาแฟหลักๆ ก็คือกลุ่มคนทำงานในช่วงอายุ   25-45 ปี ซึ่งมีรายได้จากการทำงาน
              3.แบ่งตามเพศ
                        คนที่นิยมดื่มกาแฟเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพราะปัจจุบันผู้หญิงมีรายได้เป็นของตัวเองและมีความสามารถ โดดเด่น ส่วนใหญ่จึงตอบรับกระแสนิยมมากกว่าผู้ชาย และความต้องการในการบริโภคอาหารรวมถึงความบันเทิงก็มีมากกว่าผู้ชายด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วอัตราส่วนของผู้หญิงที่บริโภคกาแฟจึงมีมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน
              4.แบ่งตามอาชีพ
                        
กำลังซื้อหลัก มาจากอาชีพด้านศิลปะ ธุรกิจและวัฒนธรรม แต่เดิมนั้นนักดนตรีและคนที่ชอบดนตรีก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ชอบดื่มกาแฟ ผู้คนในสาขาอาชีพตางๆ เช่น คนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมทั้งดนตรี ศิลปะ นักออกแบบ งานบันเทิงและงานสาธารณะ   เป็นต้น คนเหล่านี้ต้องการความเงียบสงบในการครุ่นคิด พิจารณา คิดค้น   และค้นหาแรงบันดาลใจ ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นแขกประจำของร้านกาเเฟ  นอกจากนี้นักธุรกิจที่เร่งรีบอยู่ภายนอกสำนักงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงที่ต้องติดต่อการค้าก็เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักของร้าน กาแฟ เช่นกัน
              5.แบ่งตามระดับการศึกษา
                        
คนที่มีการศึกษายิ่งสูงยิ่งชอบดื่มกาแฟ  ผู้บริโภคที่มีการศึกษาสูง ก็จะยิ่งมีระดับการยอมรับวัฒนธรรมตะวันตกได้มาก  โดยเฉพาะคนที่เคยไปศึกษาที่ต่างประเทศ และคนที่เคยไปต่างประเทศ จะได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมการกินดื่ม    เเละการใช้วิตของชาวต่างชาติ โดยส่วนใหญ่จะชอบดื่มกาแฟหรือไม่ก็ดื่มกาแฟเป็นประจำ นอกจากนี้คนที่มีการศึกษาสูงกมีโอกาสทำงานที่ดีและมีรายได้สูง  ดังนั้นจึงค่อนข้างมีความสามารถในการบริโภคเเละมีอุปสงค์ต่อกาแฟ ค่อนข้างมากตามไปด้วย

            การเลือกสถานที่  ก็เป็นส่วนสำคัญในการเปิดร้าน ถ้าอยู่ในย่านธุรกิจก็จะทำให้มีจุดขายดี รวมกับการตกแต่งร้านที่ดี

            งบประมาณ จะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ร้านขนาดไหน รูปแบบแค่ไหน

            สินค้าที่ขาย  ดูว่ามีสินค้าร่วมในการขายอะไรบ้าง เช่น เบเกอรี่ เหล่านี้คือปัจจัยหลัก ๆ ในการประกอบแบบ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การออกแบบมีความสมบูรณ์และลงตัว

            ชนิดของร้านกาแฟ
                        ถ้าพูดถึงชนิดของร้านกาแฟแล้ว ปัจจุบันนี้มีมากมายหลายชนิด หลายขนาด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ที่จะเปิด และงบประมาณที่จะเป็นตัวกำหนดชนิด ขนาดของร้านกาแฟนั้น ๆ  คงไม่สามารถแยกละเอียดได้ แต่เราจะพูดถึงชนิด  ขนาดลักษณะหลัก ๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป
เริ่มจาก
                        1. ขนาดเล็ก ๆ พื้นที่ 1 เมตร ถึง 2 เมตร เป็นเหมือนรถเข็น สามารถเคลื่อนที่ได้ ขายกาแฟซึ่งจะเน้นขายกาแฟเป็นตัวหลัก  สถานที่ที่พบส่วนมากก็ตามตลาดท้องถนน และปัจจุบันมีการออกแบบหน้าตาให้ดีขึ้น และมาอยู่ในพื้นที่ของศูนย์การค้า ตามมหาวิทยาลัยตามย่านธุรกิจ   ซึ่งขนาดของร้านถือว่า เป็นการใช้งบประมาณ  ลงทุนไม่สูงเกินไปในการเริ่มต้น
                       2. ขนาดกลาง ซุ้มขนาดพื้นที่ 2 -20 ตารางเมตร ส่วนมากจะเป็นแบบที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้  ซึ่งเน้นขายกาแฟ แต่ก็ขณะเดียวกันก็อาจมีสินค้าอื่นร่วมด้วย เช่น เครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ นม ฯลฯ รวมถึงเบเกอรี่ ฯลฯ   พื้นที่หรือชนิดร้านขนาดนี้สามารถที่จะมีมุมให้ลูกค้านั่งได้ อาจเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ  ชุดโต๊ะนั่งทาน 2 – 3 คน หรือถ้ามีเนื้อที่รอบร้านเยอะ ๆ ก็สามารถจัดโต๊ะเพิ่มได้อีก สถานที่ที่พบส่วนมาก ร้านชนิดนี้จะพบตามศูนย์การค้า มินิมาร์ท ปั๊มน้ำมัน ตามแหล่งธุรกิจ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานที่เป็นหลัก ถ้างานภายในก็อาจเป็นเคาน์เตอร์ และมีที่นั่งหลายชุด ถ้าเป็นงานข้างนอก ก็อาจจะเป็นซุ้ม หรือมีหลังคากันแดดฝน ขนาดของร้านนี้ก็ใช้งบประมาณลงทุนมากกว่าขนาดแรก
                       3. ขนาดใหญ่ ร้านกาแฟที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 20 ตารางเมตร ขึ้นไป ชนิดของร้านขนาดใหญ่นี้ ค่อนข้างจะมีความหลากหลายของสินค้า มีให้เลือกเยอะขึ้น เช่น กาแฟก็มีรสชาติมากขึ้น ร้อน – เย็น – ปั่น ฯลฯ ส่วนมากจะขายคู่กับเบเกอรี่ ร้านขนาดใหญ่จะมีสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเป็นช่วง ๆ เพื่อเป็นจุดขายเพิ่มสีสัน  รสชาติ และการ Design ในร้านขนาดใหญ่นี้ จะค่อนข้างสำคัญมาก ๆ เพราะถ้าร้านใหญ่  แต่ภายในออกแบบไม่ดึงดูดก็จะทำลายจุดขายได้ เพราะพฤติกรรมลูกค้าที่จะเข้ามาในร้าน ส่วนมากไม่ได้มานั่งดื่มหมดแล้วเดินไป แต่มานั่งคอยติดต่องาน ทำงานซึ่งถ้าเข้ามาแล้วให้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้าแล้ว จะทำให้ลูกค้ามาบ่อยขึ้น และร้านกาแฟขนาดใหญ่นี้ยังต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ มาช่วยด้วย เช่น มีอินเตอร์เน็ท ซึ่งเราจะเห็นกันมากในอินเตอร์เน็ท  ซึ่งเราจะเห็นกันมากในอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ ในบ้านเรา ปัจจุบันจึงมีเกิดขึ้นมากมาย สถานที่ที่เราจะพบร้านขนาดใหญ่ส่วนมากตามพื้นที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ แหล่งธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว แหล่งชุมชน ฯลฯ ซึ่งจะอยู่ภายในตัวอาคารมากกว่า

งบประมาณการลงทุนคร่าว ในการออกแบบตกแต่งร้าน
            ชนิดขนาดเล็ก              ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 25,000-50,000 บาท
            ชนิดขนาดกลาง            ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 150,000-500,000 บาท
            ชนิดขนาดใหญ             ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 500,000 บาทขึ้น
            จริง ๆ แล้ว ชนิดหรือขนาดของร้านนั้นมีมากกว่า ที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่หลัก ๆ ก็คือ งบประมาณ จะเป็นตัวกำหนดชนิดหรือขนาดของร้านนั้น ๆ

การพิจารณาค่าใช้จ่ายในการออกแบบ  ปัจจัยในการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการออกแบบ
            1. กลุ่มลูกค้า – ทำเล
             
เช็คว่าลูกค้ากลุ่มไหน คือ เรารู้ว่าเราขายใคร คนกลุ่มไหน เราสามารถรู้พฤติกรรม ความต้องการได้ไม่ยาก และปรับเข้าหาลูกค้า เพราะกลุ่มลูกค้าก็จะเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าของเราได้ ทำเลก็มีผลต่อการออกแบบ คือต้องให้สอดคล้องกับย่านนั้น ๆ หรือมีเอกลักษณ์ที่ไม่ขัดแย้งกับกลุ่มลูกค้า


            2.  ขนาดของร้าน + งบประมาณ
            เมื่อเราได้กำหนดขนาดความชัดเจนของร้าน แล้วกับงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน
            3.สินค้าในงานมีอะไรบ้าง
            เช่น มีกาแฟกี่ประเภท อะไรบ้าง มีอะไรเข้ามาร่วมด้วย เช่น ขนมปังปิ้ง – นม ฯลฯ เมื่อเราได้ข้อมูลหรือ Concept แล้ว ก็มาดูเรื่อง Style หรือรูปแบบที่ชอบและสนใจ สีสันรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นข้อมูลในการออกแบบวัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่ง

อะไร ที่เป็นตัวผันแปรของค่าใช้จ่ายในการออกแบบ 
          วัสดุในการตกแต่งก็เป็นปัจจัยที่กำหนดค่าใช้จ่าย เพราะราคาสูง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับวัสดุด้วย ถ้าจะให้ดูสวยงามก็เลือกใช้แบบดีหน่อย ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นรวมถึงความแข็งแรงด้วย วัสดุจึงเป็นตัวแปรค่าใช้จ่ายในการออกแบบของด้วย รายละเอียดต่าง ๆ ในการออกแบบ เช่น รายละเอียดในการใช้งาน คือ ความต้องการของเจ้าของร้าน ที่อยากให้ร้านสามารถทำโน่น-นี่อะไรได้มาก ๆ เพิ่ม Function การใช้งานก็จะเป็นตัวแปรที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการออกแบบ เมื่อเราได้ข้อมูล หรือ คอนเซ็ปท์ แล้วก็มาดูเรื่องสไตล์ หรือรูปแบบที่สนใจ สีสันรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นข้อมูลในการออกแบบ วัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่ง

สไตล์ในการตกแต่งร้านกาแฟ
          ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่าจะเป็นสไตล์ไหน เพราะมีมากมายหลากหลายขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่หลักที่เราพบเห็นส่วนใหญ่ ร้านกาแฟส่วนมากจะนิยมกัน ซึ่งจะยกตัวอย่างให้เห็นกัน 2 สไตล์
                      1.สไตล์แนวธรรมชาติ บรรยากาศสบาย ๆ (Country) 
                      ที่ใช้ตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุจาก ธรรมชาติไม้ หิน ทราย หรือ แม้แต่โทนสีที่ใช้ก็ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เหมือนจำลองธรรมชาติเข้ามาไว้ในร้าน บรรยากาศจะสบาย ๆ สไตล์นี้จึงเหมาะกับร้านที่อยู่ตามท้องถิ่น – ชานเมือง มากกว่าในเมือง แต่ก็สามารถอยู่ในเมืองได้ ก็ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสถานที่นั้น ๆ


                      2.แนวสมัยใหม่ ๆ (Modern) 
                      งานแนวนี้ ปัจจุบันจะเห็นมาก เพราะสามารถปรับใช้ให้กลมกลืนกับงานทั่วไปได้ วัสดุที่ใช้ก็มีมากมายหลากหลาย ทั้งไม้ ทั้งโลหะ ฯลฯ มีลูกเล่นมาก สไตล์นี้จะเน้นความเรียบง่าย + การตัดทอนงานให้ดูลงตัว โดยใช้สีเป็นตัวหลัก
                       – สีอ่อน สว่างสดใส ดูเบา ๆ สบาย ๆ
                       – สีเข้ม ให้มีน้ำหนัก จุดเน้น จุดรอง
ดังนั้นสไตล์ในการออกแบบจึงไม่มีข้อสรุปตายตัว ขึ้นกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ

กลยุทธ์การเพิ่มเงินในกระเป๋าสำหรับเจ้าของร้านกาแฟและทุกธุรกิจ
          ทุกๆธุรกิจจะมีจุดเด่นและจุดขายที่แตกต่างกันออกไป และทุกธุรกิจก็มีความจำเป็นที่ต้องสร้างจุดขายและจุดเด่นให้กับธุรกิจของตัวเอง ทั้งนี้เพื่อดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการและเป็นที่นิยมชมชอบของลูกค้านั่นเอง จะดึงดูดหรือมัดใจลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเทคนิคและกลยุทธของเจ้าของธุรกิจที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจที่ทำ และเป็นการเพิ่มประโยชน์ให้กับผู้บริโภคหรือลูกค้าไปในตัว
          ธุรกิจร้านกาแฟก็เช่นเดียวกัน  จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างจุดเด่นและจุดขายเพื่อดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการ  สิ่งที่จะต้องเติมเต็มให้กับธุรกิจร้านกาแฟก็เป็นสิ่งพื้นฐานทั่วไปที่เรามองข้าม  บุคคลิกคือโชคชะตาที่จะเป็นตัวนำเงินทองมาให้เรา  ดังนั้นเราสามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับธุรกิจร้านกาแฟได้
                บุคคลิกข้อที่ 1  เริ่มต้นที่ตัวเจ้าของเองหรือผู้ที่ดูแลลูกค้าและหน้าร้าน  การแต่งตัวที่เหมาะสมสะอาดตา สมดุลกับหน้าร้าน หน้าตาต้อนรับมีมิตรไมตรีกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ การทักทายกับลูกค้าที่เป็นกันเอง ที่สำคัญกิริยามารยาทดี มีหัวใจในงานบริการ   ทักทายและสวัสดีรวมถึงขอบคุณลูกค้าทุกๆครั้งที่เข้าร้าน  บุคคลิกเหล่านี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมี เพราะร้านกาแฟสดจะมีเสน่ห์ได้ตรงหัวใจการบริการลูกค้า
                 บุคคลิกข้อที่ 2 สินค้าดี นั่นคือกาแฟ ต้องมีคุณภาพดี ไม่เก่าเก็บ ทำด้วยความปราณีต  ทุกๆคนต้องการบริโภคแต่ของดีๆมีคุณภาพด้วยกันทั้งนั้น   ดังนั้นเจ้าของร้านกาแฟก็ควรใช้สูตรนี้ในการนำกาแฟมอบให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ สินค้าดีจะเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกกาแฟ  การเก็บกาแฟ  การคั่วกาแฟ  การบดกาแฟ  การชงกาแฟ  การเสิร์ฟกาแฟ การนำเสนอกาแฟต่อลูกค้า ฯลฯ ขั้นตอนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต้องพิถีพิถัน  นี่คือบุคคลิกที่ดีต่อสินค้า
                 บุคคลิกข้อที่ 3     การจัดการและการบริหารหน้าร้านกาแฟให้มีจุดเด่นและสดุดตา  การวางอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่างๆแต่ละจุดนั้นมีความหมาย ถ้าวางไม่ถูกจุดก็อาจจะทำให้เสียบุคคลิกหน้าร้านกาแฟไปเลย  ดังนั้นการจัดหน้าร้านจึงมีความสำคัญไม่น้อย ทิศทางของร้านกาแฟให้ออกสู่สายตาลูกค้า มองเห็นได้ง่าย มองแล้วเด่นดูดี ไม่รกหูรกตา ไม่มีอะไรมาบดบังหน้าร้าน หรือเกะกะบนเคาน์เตอร์ ความสะอาดเป็นเยี่ยม แก้วกาแฟและเมล็ดกาแฟปิดมิดชิดไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเข้าได้ อุปกรณ์ต่างๆสะอาดสะอ้าน เป็นที่เจริญตาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น
          สิ่งที่ต้องจดจำไว้ตลอดเวลาก็คือ คุณกำลังทำการค้าขาย การที่จะขายให้ได้ดี ขายให้เป็น ต้องมีจุดเด่น จุดขาย ของตัวเอง   ร้านกาแฟที่ประสบผลสำเร็จ = สินค้าดีเยี่ยม + บริการดีเยี่ยมเป็นหนึ่ง   
          รักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างเหนียวแน่น และเพิ่มเติมลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: